facebook

กด Like เป็นกำลังใจให้กับ คลินิกสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทำไมลูกกระต่ายตายง่ายจังครับหมอ


สวัสดีครับ หลังจากหายหน้าหายตาไปหลายเดือน  เนื่องด้วยปีนี้เทรนด์กระต่ายมาแรง ไม่ว่าอะไรก็เป็นกระต่ายไปหมด ดีนะครับ ไม่จับแพนด้า  ไม่จับช้าง มาใส่ชุดกระต่าย ด้วยไม่งั้น ฮาตรึม ^^ 
เคสที่พบบ่อยในลูกกระต่าย คือ มาด้วยอาการชัก หมดแรง  และสุดท้าย ถ้าอาการหนักมากก็เสียชีวิตขณะเดินทางมาพบสัตว์แพทย์ก็มีครับ แล้วคำถามที่มักได้รับจากเจ้าของว่าทำไมถึงตาย เมื่อเช้า ยังกินผัก กินอาหาร และ ลัลล้า ดีอยู่เลย  
คิดว่าคนที่เริ่มเลี้ยงลูกกระต่ายส่วนใหญ่ มักจะต้องเคยพบประสบการณ์อย่างนี้มาบ้าง ส่วนคนที่ไม่เคยพบถือว่าโชคดีมากนะครับ  แล้วทำไมลูกกระต่ายตายง่าย ล่ะครับ ทุกอย่างมันมีเหตุผลครับ สาเหตุที่ลูกกระต่ายตายง่ายก็เนื่องจาก 

1.ลูกกระต่ายที่ว่านั้นเป็นลูกกระต่ายอายุเท่าไหร่ ที่คนขายบอกว่า อายุ   2  เดือนนั้น 2  เดือนจริงหรือเปล่า โดนคนขายหรอกขายกระต่ายเด็ก ที่ยังไม่อย่านมมาหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่ ที่โดนหรอกขายมาเป็นกระต่ายแคระ มักจะอายุไม่ถึงเดือนทั้งนั้น ... หรือว่า รู้เค้าหรอกแต่เต็มใจให้หรอก ... “ก็ลูกกระต่ายมันน่ารักนี่ ทำไงได้ ” 


2.แหล่งที่ซื้อ เชื่อใจได้หรือเปล่า  แหล่งที่ซื้อมีความสำคัญ เช่นกันครับ เพราะว่า แหล่งที่มาก็ต่างกัน การดูแลลูกกระต่ายของผู้ขายก็แตกต่างกัน เพราะต้นทุนแตกต่างกัน งง มั้ยครับ เช่น แหล่งที่ขายตามตลาดนัด ตามสะพานลอย หรือตามงาน แฟร์ ทั้งหลาย   เคยคิดมั้ยครับว่า เค้าไปรับกระต่ายจากไหนมา เดินทางมาไกลแค่ไหน แล้วอยู่ในกรงมากี่วัน ถ้าขายไม่หมด จะทำยังไง ยกกลับทั้งกรง หรือ รอพรุ่งนี้มาขายใหม่ อาหารที่ให้ ในกรง เปลี่ยนรึเปล่าขณะรอขาย ถ้าเป็นลูกกระต่ายยังไม่อย่านม จะป้อนนมให้เรามั้ย  ฯลฯ  ไม่ได้หมายความว่า ทุกที่เป็นอย่างนี้นะครับ เพียงแต่เราจะพบฟาร์มที่รับชอบยากสักหน่อย แต่ไม่ยากเกินกว่า งมเข็มในมหาสมุทรหรอกครับ 

3.การเลี้ยงดูฟูมฟักจากเจ้าของครับ ... อ่านไม่ผิดหรอกครับ ... กระต่ายตายจากเจ้าของเลี้ยงไม่เป็นครับ ไม่เข้าใจว่าความต้องการทางธรรมชาตของกระต่ายเป็นยังไง  บางทีเราได้ลูกกระต่ายมาก่อน ก่อนที่จะรู้จัก กระต่าย เสียด้วยซ้ำไป เช่นเดียวกับการ ให้ของขวัญ เป็นกระต่าย  อย่าให้ปีนี้เป็นปีชง ของกระต่ายเลยนะครับ อย่าทำบาป โดยไม่เจตนาเลยครับ 
นี่ก็เป็นเหตุผลคร่าวๆที่ลูกกระต่ายมักเสียชีวิตครับ คราวนี้มาฟังคำอธิบาย กันหน่อยครับว่าทำไม ลูกกระต่าย จึงตายจากเหตุผลข้างบน 
โดยปกติลูกกระต่ายนั้นหย่านมที่อายุ  ประมาณ หนึ่งเดือนครึ่งถึงสองเดือนนะครับ แต่ที่วางขายกันนั้น สาม อาทิตย์ ก็มีวางขายแล้วครับ  อาหารหลักของลูกกระต่ายนั้นคือ นม ครับ น้ำนมกระต่ายเป็นน้ำนมที่มหัศจรรย์มากนะครับ เป็นน้ำนมที่มีสารอาหารเข้มข้น จนไม่อาจจะหานมใดๆ ในท้องตลาดมาทดแทนได้ แต่ที่ใกล้เคียง ก็อาจจะเป็นนม แมว หรือ นมสุนัข ก็ได้ครับ  การที่เราแยกแม่กับออกลูกออกจากกันเร็วเกินไป ทำให้ ลูกกระต่าย ไม่ได้รับนมอย่างเพียงพอ คนขายก็จะให้แต่อาหารเม็ด หรือดีหน่อยก็อาจจะมีหญ้าแห้งเล็กน้อย ในกรง ถามว่า กระต่ายกินได้มั้ย กระต่ายเหมือนจะกินได้ครับ แต่อันที่จริง มันแค่แทะเล่นๆครับ ยังอยู่ในช่วงปรับตัว เริ่มหัดทานอาหารเม็ดเท่านั้นครับ แทะบ้าง  เล่นบ้าง ทิ้งบ้าง ตามประสากระต่ายเด็กครับ 
อาการที่กระต่ายชัก มักจะมาจากสาเหตุหลักๆคือ น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ หรือว่า อิเลคโตรไลท์ในกระแสเลือด ไม่สมดุล คำถามต่อมาว่า ทำไมน้ำตาลในกระแสเลือดถึงต่ำทั้งๆที่เห็นกินหญ้ากินผัก กินอาหารเม็ด ... คำตอบมันอยู่ย่อหน้าข้างบนครับ ถ้ายังหาไม่เจอผมจะอธิบายอีกทีให้เห็นภาพนะครับ ...

                                                                  
                                                                    เห็นภาพมั้ยครับ  ^^ 


โดยปกติในกระต่ายโตเวลาทานหญ้าทานอาหารเม็ด กระต่ายจะได้พลังงานจากอาหารโดยผ่านการหมักโดยจุลชีพที่อาศัยอย่างสมดุลกันในส่วนลำไส้ใหญ่ที่เรียกว่า  “ ซีคั่ม ” เป็น  กรดไขมันที่ระเหยได้  (Volatile fatty acid) ซึ่งจะถูกดูด ซึมผ่านลำไส้ส่วนนี้ เป็นพลังงานหลักของร่างกาย และ ที่สำคัญ ในลำไส้ส่วนนี้ ยังเป็นที่สร้างอุจจาระพวงองุ่น ด้วยครับ และในอุจจาระพวงองุ่นนี้ ก็เป็นแหล่งพลังงานและแหล่งวิตามินที่สำคัญ ที่สำคัญอีกเช่นกัน และกระต่ายก็จะกินอุจจาระพวงองุ่นนี้กลับเข้าไปอีกรอบเพื่อ ดูดซึมพลังงานที่ลำไส้เล็กครับ  นั่นเป็นกระบวนการคร่าวๆของกระต่ายที่โต แต่ในกระต่ายเด็กเมื่อทานนม นมก็จะถูกย่อยและดูดซึมพลังงานผ่านลำไส้ได้เลยครับ ไม่ต้องไปหมักที่ลำไส้ครับ  แต่เมื่อกระต่ายเด็กต้องมาทาน หญ้า ต้องมาทานอาหารเม็ด สิ่งที่ตามมาก้คือ จุลชีพ ในลำไส้ ยังไม่มีเพียงพอ ในการหมักอาหาร เพื่อเป็นพลังงาน  ยังทานอึพวงองุ่นไม่เป็น  อึก็ตกลงไปในกรง พลังงานที่ควรจะได้ก้หายไปอีก เห็นมั้ยครับ กระต่ายกินได้ แต่ร่างกายไม่ได้พลังงานเข้าไปเลย พลังงานที่สะสมอยู่ในร่างกายกระต่ายเด็กก็ถูกนำไปใช้ จนหมด หลังจากนั้น สองสามวัน กระต่ายก็จะเริ่มหมดแรง มีอาการเกร็งตัว คอแหงน แล้วก็ชักครับ 
การรักษาหรือ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถ้ากระต่ายยังสามารถกลืนน้ำได้อยู่ อาจจะหาน้ำเกลือแร่ หรือ น้ำที่มี กลูโคส ค่อยๆป้อนให้กลืน แล้วรีบพามาพบสัตวแพทย์ เพื่อทำการรักษาต่อไป ถ้ามาแล้วมีคิวที่เยอะ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่หรือสัตวแพทย์ว่า กระต่ายชัก ต้องรีบรักษาด่วน เพราะทุกนาทีมีความหมายกับชีวิตนะครับ 
       นี่ก็เป็นเหตุผลคร่าวๆ อ่านแล้วบางช่วงอาจจะหนักไปบ้างก็ต้องขออภัยนะครับ  ถูกใจก็ให้กำลังใจผมหน่อยครับ  ^^ 

                   ถ้าคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์กรุณาเผยแพร่ ไปให้ทั่วด้วยครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ 
                                  ด้วยความปราถนาดี   น.สพ. เชาวพันธ์  ยินหาญมิ่งมงคล 
                                                     ทุกชีวิตเราดูแล .. ^^ 

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หนาวนี้ ไม่หนาวแน่ กับภาวะ Heat stroke

  สวัสดีครับ ช่วงนี้ก็เข้าหน้าหนาวแล้วแล้วนะครับ อากาศโดยทั่วไปก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แต่เชื่อหรือไม่ ว่า อากาศเย็นๆ อย่างนี้ มีโรคอยู่โรคหนึ่ง ซึ่งผู้เลี้ยงกระต่ายมักจะมองข้ามไป คือโรค Heat stroke  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดู ครับ เพียงแต่ว่า ในช่วงหน้าหนาว จะพบน้อยกว่า  ฤดูอื่น เรามาทำความรู้จักโรคนี้กันหน่อยดีกว่าครับ 
Heat stroke  นั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในกระต่าย และ สัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะสัตว์ที่มีต้นกำเนิด จากเมืองหนาว เช่น ชินชิล่า  คำถามที่พบบ่อยว่าทำไม ถึงเกิด Heat stroke ได้ง่ายในกระต่าย และสัตว์ ฟันแทะ อื่นๆ  เนื่องจาก โดยปกติแล้ว กระต่ายเป็นสัตว์ ที่่ชอบอยู่ในที่มีอากาศเย็น สบาย และไม่ชอบที่ ที่มีอากาศร้อน เหตุผลเพราะว่า กระต่ายนั้น ไม่มีต่อมเหงื่อ และกระต่ายนั้น ไม่สามารถ ระบายความร้อนออกทางเหงื่อได้ครับ ทำให้ความร้อน ที่สะสมอยู่ในร่างกายกระต่ายนั้น เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ จนถึงระดับหนึ่ง เมื่อสะสมไปมากๆ จะทำให้ร่างกาย รับความร้อนที่มากเกินไปไม่ไหว ทำให้ เกิดภาวะ ต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมาครับ ภาวะนี้มีอาการหลักๆ ดังนี้ครับ

 1.ซึมเบื่ออาหาร : อาการนี้ เป็นอาการที่ต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็แล้วแต่ อาการแรกที่แสดงออกมาก็คืออาการนี้ ดังนั้น เมื่อกระต่ายแสดงอาการนี้ออกมา ต้องรีบหาสาเหตุนะครับ ว่าแท้จริงนั้นเกิดจากอะไรกันแน่

2.มีอาการหายใจเสียงดัง : อาการนี้ต้องแยกให้ออกว่า เกิด จากปัญหาที่ปอด หรือว่า ที่ Heat stroke กันแน่ เสียงหายใจที่สังเกตุได้นั้น จะมีเสียงดัง แต่จะไม่ดังมาก และ ร่วมกับมีการหายใจทางจมูก โดยทำจมูก บานๆ ดูคล้ายๆ หายใจลำบาก และบางทีอาจจะหายใจจนตัวโยน เลยก็ได้ครับ 

3.ขาหลังอ่อนแรง ทรงตัวไม่ได้ เดินเซ ตัวสั่น :อาการนี้เป็นอาการที่สังเกตุได้ค่อนข้างชัดเจนมากของโรคนี้นะครับ แต่เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่สังเกตุนั่นหมายความว่า อาการของสัตว์เลี้ยงนั้น ค่อนข้างแย่แล้วนะครับ หลายครั้งที่สัตว์มาด้วยอาการนี้ แล้วทำการวัดไข้ มักจะพบว่า ไข้ขึ้นสูงไปมากกว่าที่ ปรอทจะวัดได้ (ปรอทวัดไข้ได้สูงสุด 42 องศา เซลเซียส) 

4.น้ำลายไหลเปียกคาง :  อาการนี้ก็เป็นอาการที่บ่งบอกได้เช่นกันว่า กระต่ายเริ่มมีภาวะ  ฮีทสโตรก แล้ว แต่ที่สำคัญต้องแยกให้ออกว่า ไม่ใช่น้ำลายไหลเนื่องจากฟันกรามที่ยาวเกินไป 

5.จับตัวแล้วร้อน : ปกติการแลกเปลี่ยนความร้อนในร่างกายกระต่ายนั้น จะเเลกเปลี่ยนความร้อนได้ดีที่สุดคือทางใบหู บางทีถ้าเราจับหู แล้วมีอาการเดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน นั่นหลายถึงอาจจะเป็นการปรับสมดุลความร้อนอยู่ก็เป็นได้ครับ แต่เมื่อเราจับบริเวณ ขาหนีบ หรือ ซอกรักแร้ หรือ บริเวณ หลังคอ แล้ว รู้สึกว่าร้อนกว่าปกติ นั้นอาจจะหมายถึง เริ่มมีปัญหากับความร้อนแล้วก็ได้นะครับ  แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการใช้ปรอทวัดไข้ผ่านทางทวารครับ โดยปกติแล้ว อุณหภูมิกระต่ายนั้น เมื่อวัดผ่านทางก้น ควรจะอยู่ที่  38-40  องศาเซลเซียส ไม่ควรเกิน 40.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ถ้าเกินกว่านี้ ถือว่าเข้าขั้น วิกฤต แล้วครับ 

6.นอนนิ่งไม่ขยับ และ ช็อค  ชักเกร็ง  : อาการนี้เป็นอาการขั้นสุดท้ายของโรคนี้ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ว่าหมอ หรือ ผู้เลี้ยงคนไหน ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อเกิดขึ้นแล้ว กระต่ายมักจะทนความร้อนที่ร้อนเกินไปไม่ไหว และร่างกายไม่สามารถที่จะ ควบคุม ตัวเองได้แล้ว อัตราการเสียชีวิต เมื่อมาถึงระยะนี้ต้องบอกว่า มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็คือ โอกาสที่ต้องคว้าไว้ โดยการช่วยเค้าให้เต็มที่ ผมเชื่อว่าชีวิตก็ยังมีปาฎิหารย์เสมอครับ 
เราก็ได้รู้จักอาการคร่าวๆกันไปแล้วนะครับ ว่าอาการที่มักแสดงออกนั้นประกอบด้วยอาการอะไรบ้าง คราวนี้เราดูวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งสัตวแพทย์ดีกว่าครับว่า เราจะช่วยเหลือ กระต่าย และช่วยเหลือหมอ อย่างไรได้บ้าง  จุดมุ่งหมายของการรักษาเบื้องต้น คือ พยายามลดความร้อนลง โดยใช้วิธีที่ผมจะ เขียนต่อไปนี้
1 .เมื่อรู้สึกว่า กระต่ายตัวร้อนให้หาน้ำ อาจจะใช้น้ำที่เย็นกว่าปกติเล็กน้อย (ห้ามน้ำเย็นจัดนะครับ)   หรือ ใช้  แอลกอฮอล์ ผสม กับน้ำธรรมดา ในอัตราส่วน 1:1 ก็ได้ครับ ค่อยๆเช็ดบริเวณ ใบหู (สำคัญที่สุด) และ เช็ดบริเวณ ขาหนีบ 
2. ทำการใช้สเปร์น้ำ ให้เป็นละออง เพื่อช่วยลดความร้อน ก็ได้  หรือ ใช้น้ำธรรมดา พรมลงไปให้ทั่วตัว 

3.ใช้ผ้าขนหนูที่เปียกเช็ดตัวและ ห่อตัวไว้ จากนั้น อาจจะใช้ไดร์ที่เป็นลมเย็น เป่า เพื่อให้ความร้อนระเหยออกก็ได้ 
4.ค่อยๆป้อนน้ำเย็น หรือ จัดหาน้ำเย็น  ให้กิน โดยสามารถใส่ กระบอก ถ้วย หรือ ป้อนโดยตรงก็ได้ 

5.รีบนำส่งสัตวแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป 


สิ่งที่ห้ามคือ การ ลดอุณหภูมิด้วยน้ำเย็นจัด หรือใช้ แอลกอฮอล์ เพียงอย่างเดียว  เพราะจะยิ่งทำให้ เส้นเลือดหดตัว ทำให้อุณหภูมิ ที่บริเวณหนังลดลง แต่อุณหภูมิ ที่อยู่ในร่างกาย เพิ่มมมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้อาการร้ายแรงขึ้นไปอีก 
การป้องกันหลีกเลี่ยง ไม่ให้เกิด Heart stroke  เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ และ ดีกว่าการรักษา เราสามารถทำได้โดย ให้ กระต่ายอยู่ในที่ ที่อากาศถ่ายเทสะดวก มีลมพัดผ่าน ถ้าอากาศร้อนมากจนเกินไป พยามยาม หาพัดลมมาให้ โดยให้ทำการเปิด ส่าย ไปมา และไม่ควรใช้ พัดลม ติดเพดาน แนะนำให้ใช้พัดลม ที่ตั้งพื้นจะเหมาะที่สุด หรือ หากมีพัดลมไอน้ำ อาจจะใช้่ร่วมด้วยในกรณีที่อากาศร้อนจริงๆ และไม่แนะนำให้ ใช้พัดลมไอน้ำ ตลอดเวลา เนื่องจากอาจจะทำให้มีปัญหาระบบทางเดินหายใจได้ครับ และในกรณีที่สามารถเปิด แอร์ให้ กระต่ายได้ แนะนำให้เปิดครับ  เพราะจะช่วยทำให้กระต่ายสบายตัวขึ้นครับ 
วันไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ในวันที่ความชื้นสูง ร่วมกับอาการร้อน  โดยสังเกตุได้ง่ายๆจาก วันไหนที่เรารู้สึกอึดอัด กับอากาศ เหนียวตัว คล้ายกับอากาศในช่วงก่อนฝนจะตก  ช่วงนี้แหละครับที่น่ากลัว เพราะเมื่อความชื้น ในกาศสูงมากๆ การระบายความร้อน ออกจากตัวจะยิ่งทำได้ยากขึ้น 
เมื่อมาถึงมือสัตวแพทย์ ทีนี้ก็ขึ้นกับดุลยพินิจ ของคุณหมอแต่ละท่านว่า ควรจะทำสิ่งใดก่อนซึ่งการรักษานั้น ก็มีหลากหลายวิธี และไม่จำเป็นต้องให้การรักษา ทุกอย่างที่เขียนไป ขึ้นอยู่กับ กรณีๆ ไป ครับ 
1. ลดอุณหภูมิร่างกายของกระต่ายลงโดยใช้วิธีการต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว 
  1. ให้น้ำเกลือ อาจจะให้เข้าเส้นเลือด หรือใต้ผิวหนัง แล้วแต่อาการ 
  2. ให้ยาลดไข้ หรือ ลดการบวม ของสมอง ขึ้นกับกรณี 
  3. ให้ยาปฎิชีวนะ ซึ่งขึ้นกับกรณี เช่นกัน โดยอาจจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ 
  4. ในกรณีที่เป็นมาก อาจจะต้องให้ ออกซิเจนร่วมด้วย 
  5. ให้ยาขยายหลอดเลือด เพื่อช่วยทำให้การลดอุณหภูมิ มีประสิทธิภาพมากขึ้น  หรือ ยาซึม เพื่อลดความเครียด ขณะ จับบังคับ หรือ เช็ดตัวสัตว์ 
นี่ก็เป็นแค่วิธีการคร่าวๆ และภาพรวมในโรคนี้  โดยบทความที่เขียนขึ้นนี้ เป็นเพียงแนวทางกว้างๆเท่านั้น ซึ่งในรายละเอียดแล้วอาจจะมีมากกว่านี้ อย่างน้อยสิ่งที่อยากให้เป็นประประโยชน์กับผู้เลี้ยงกระต่ายและสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ก็คือ ลดโอกาส การป่วยและเสียชีวิต ของกระต่ายลง  
              ด้วยความปรารถนาดี 
                  น.สพ.เชาวพันธ์    ยินหาญมิ่งมงคล 

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คุณหมอหนูท้อง...เมื่อต้องกลายเป็นหมอตำแยหนูแฮมสเตอร์ ^^

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังอีกแล้วครับ.. วันนี้ผมเจอเคสเคสนึง เป็นหนูแฮมสเตอร์ อีกแล้วล่ะครับ เค้ามาด้วยอาการปวดเบ่ง เหมือนทำท่าจะเบ่งอึ หรือ เบ่งคลอด มา 3 แล้ว  ซึ่ง เจ้าของไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสาเหตุอันใด  เลยพามาหาผม ให้ช่วยตรวจดูอาการให้ ..

หนูตัวนี้เป็นเพศเมียครับ ดูภายนอกเหมือนช่องท้องขยายใหญ่กว่าปกติ เลยคลำตรวจช่องท้อง พบเหมือนมีก้อนคล้าย ลูกอยู่ในท้อง เลยขอเจ้าของ  x-ray เพื่อดูขนาดลูก ว่าสามารถ ออกเองได้หรือเปล่า ต้องผ่าคลอดหรือว่า แค่ ฉีดยาช่วยคลอด 

หลังจากรอ x-ray สักพัก ผมก็ไปเตรียมเครื่องมือและผ้าห่มไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความอุ่นขณะผ่าตัด  เพราะคิดว่าน่าจะต้องผ่าตัดแน่ๆ พอผล x-ray ออกมา ดังคาดหมาย ว่ามีปัญหาคลอดยากเนื่องจากลูกตัวใหญ่และวางตัวผิดท่า 

(รูป อาจจะไม่ค่อยชัดเท่าหร่นะครับ แต่พอจะเห็นโครงกระดูกลูกได้และช่องท้องขยายมากครับ )

ก่อนผ่าตัดอย่างที่ทราบกันคือเราต้องการให้ยาลดปวดและยาปฎิชีวนะก่อนผ่าตัด หนูแฮมสเตอร์ หนัก 50 กรัม คำนวนยาที่ต้องฉีดให้ 2 เข็ม ได้ปริมาณยาเท่ากับ 0.002 กับ 0.005 ซีซี !!! ลมแทบจับเลยครับ จะดูดยาอย่างไรดี นั่งคำนวนซักพักก็ไปเตรียมยา โดยดูดยาปริมาณน้อยที่สุดที่ดูดได้คือ 0.01 แล้วผสมน้ำ เป็น สิบเท่า แล้วฉีดยาเข้าไป 0.02  ที่เหลืออีกเข็มก็ทำคล้ายๆกัน โดยมีเครื่องคิดเลข เป็นผู้ช่วย ตอนนี้สมองไม่ค่อยทำงานครับ คิดเลขไม่ค่อยได้ kiss ได้อย่างเดียว ^^ 

หลังจากอผ้าห่มไฟฟ้าร้อนได้ที่ก็วางยาสลบโดยการใช้แก็สสลบ ให้เค้าดม สักพักนึงก็หลับครับ หลังจากนั้นก็โกนขน ตอนโกนขนนี่สำคัญนะครับสมาธิต้องดี มือต้องนิ่ง เพราะหนังเค้าบางมาก พลาดนิดเดียว นี่อาจจะเข้าเนื้อได้เลยครับ  หลังจากโกนขนเสร็จ ก็ทำความสะอาด โดยใช้ผ้าก็อซ ที่นิ่งฆ่าเชื้อแล้ว เช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และ แอลกอฮอลล์ ซึ่งห้ามใช้วิธีการพ่น เหมือนในสัตว์อื่นนะครับ เพราะว่าจะทำให้แอลกอฮอล์ไปโดนส่วนอื่นๆของร่างกายซึ่งจะทำให้ สูญเสียความร้อนและทำให้หนูช็อคได้ครับ


ขั้นตอนต่อไปคือ ผ่าตัดครับ อุปกรณ์ที่ใช้ก็เป็นเครื่องมือตาครับ คือเล็กสุดๆ แล้ว แต่ก็ดูค่อนข้างใหญ่สำหรับผ่าหนูแฮมสเตอร์อยู่ดีครับ และขณะเปิดผ่านผนังหน้าท้องเข้าไป สิ่งที่พบก็คือ มีลูกอยู่ในช่องท้องแล้วครับ ... นั่นหมายถึงว่ามดลูกของหนูแฮมตัวนี่แตกออกมาทำให้ ลูกหลุดอยู่ในช่องท้องครับ ซึ่งก็ต้องทำการผ่าตัดเพื่อเอามดลูกที่เสียหายออกมาด้วย และลูกที่ตายออกมาด้วย 

เคสนี้ค่อนข้างน่าเสียดายที่ลูกตายหมดแต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีอยู่ครับเพราะว่าแม่ปลอดภัยจากการผ่าตัดและฟื้นสลบครับ 
เรามารู้จักแฮมๆกันหน่อยดีมั้ยครับว่าวงจรชีวิตเค้าเป็นยังไงบ้าง 





อายุขัยในกรงเลี้ยง 
1.5-3 ปี
ตั้งท้อง
18 วัน
อุณหภูมิร่างกาย
 38-39.5 องศาเซลเซียส
ปริมาณลูกต่อครอก 
5-9 ตัว
อัตราการหายใจ
35-135 ครั้งต่อนาที
น้ำหนักลูกเมื่อคลอด
2 กรัม
อัตราการเต้นหัวใจ
250-500 ครั้งต่อนาที
หย่านม 
20-25 วัน
ปริมาณเลือดในร่างกาย
8 มิลลิลิตร ต่อ 100 กรัม
ตัวผู้เจริญพันธุ์(ผสมพันธุ์ได้ )
10-14 สัปดาห์
ฟันทั้งหมด 
16  ซี่ 
ตัวเมียเจริญพันธุ์
6-10 สัปดาห์
วงรอบการเป็นสัด 
ทุกๆ  4  วัน !!!




       หนูแฮมสเตอร์ เป็นสัตว์ที่ตั้งท้องได้เร็วมากนะครับ ถ้าผู้เลี้ยงไม่ได้วางแผนการคุมกำเนิดให้ดี เชื่อผมมั้ยครับว่าภายในไม่เกินหกเดือน จะมีลูกหนูให้เลี้ยงเป็นร้อยตัวเลยล่ะครับ 

แผนการคุมกำเนิดหนูสามารถปรึกษาคุณหมอสูตินารีสัตว์แพทย์ได้นะครับ( เรียกใหู้ยาวจริงๆก็สามารถปรักษาสัตว์เเพทย์ผู้ทำงานเกี่ยวกับ exotic pets ได้ครับ ) เชื่อมั้ยครับว่า หนูแฮมสเตอร์ สามารถทำหมันได้นะครับ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ถ้าต้องการคุมกำเนิดแบบถาวรครับ 

เคสนี้ก็เป็นอีกเคสนึงที่ผมได้ผ่าคลอดสัตว์ที่เล็กที่สุดในชีวิต ในอนาคตไม่แน่ใจว่าจะได้ผ่าคลอดสัตว์ชนิดไหนที่เล็กกว่านี้อีก ไหมที่เย็บเชื่อมั้ยครับว่าเล็กกว่าเส้นผมอีกครับ หายใจทีไหมแทบปลิวครับ ต้องกลั้นหายใจเวลาเย็บ เพราะเดี๋ยวหายใจแรงไปไหมจะหายได้ ^^ 

วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ แล้วเจอกันใหม่อาทิตย์หน้าครับ ช่วงนี้งานเข้าเยอะครับเพราะต้องเตรียมสอน และวันพุธนี่ก็ต้องไปสวนเสือเพื่อไปดูตาเสือกับทีมหมอที่มหิดลอีกครับ...เอาใจช่วยให้ผมได้กลับมาครบ 32 ด้วยนะครับ 33 ก็ไม่เอานะครับ  ไม่อยากมีเขี้ยวเสือเพิ่มมา ^^ 


นี่เป็นแว่นขยายที่ใส่แล้วมึนตึ๊บเลยครับ ... ลองนับดูซิครับว่าผมมีกี่ตา :) 

ปล.ขอให้บ้านเมืองสงบเร็วๆนะครับ จะได้ไปพารากอนกะเค้าซะ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Help Ham please!! ช่วยหนูด้วย...

        วันนี้มีเคสมาเล่าให้ฟังครับ เป็นหนูแฮมสเตอร์ อายุ น่าจะประมาณ เดือนนิดๆ ครับ น้ำหนัก ก็ไม่เท่าไหร่ แค่ 20 กรัมเองครับ เจ้าของพึ่งได้มาจากตลาดนัด แต่พอเลี้ยงได้ 2 วันก็มีอาการ ท้องเสียถ่ายเหลว หลังจากถ่ายเหลวได้  1 วัน  ก็มีอาการ มีลำไส้โผล่ ออกมาจากก้น...เจ้าของจึงรีบพามาหาผมให้ช่วยรักษา 
พอเปิดกล่องที่เจ้าของใส่กล่องมาเพื่อตรวจร่างกาย เห็นสภาพแล้วค่อนข้างน่าสงสาร หนูแฮมสเตอร์ ครับ เพราะว่า ตัวเล็กนิดเดียวเอง และมีลำไส้โผล่ ออกมาจากก้นด้วย 
          ทำการตรวจร่างกาย ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายโผล่ออกมาเฉยๆ (Rectal prolapse) แต่พอตรวจให้ละเอียดพบว่าเป็นลำไส้เล็ก ที่โผล่ออกมา จากสาเหตุลำไส้กลืนกัน (Intussusception) ซึ่งขั้นตอนการวินิจฉัย ในโรคนี้จะมีทริค คือ ต้องแยกให้ออกว่าเป็นลำไส้ส่วนไหน โดยใช้อุปกรณ์ช่วยครับ อาจจะใช้ แท่งปรอท หรืิอแท่งอะไรก็ได้ที่ไม่คม แหย่ไปข้างๆ ลำไที่โผล่ออกมา เพื่อดูว่าสามารถ แหย่เข้าไปลึกได้แค่ไหน ถ้าเข้าไปได้ลึก ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นอาการ ของภาวะ ลำไส้กลืนกัน 
ทำไมต้องแยกอาการ  2  อาการนี้ออกจากกัน ยัดกลับแล้วเย็บปิดเลยไม่ได้เหรอ .. ตอบแบบฟันธงว่าไม่ได้ครับ เพราะว่าการวินิจฉัย จะเป็นการชี้แนะแนวทางการรักษาครับ โดยถ้าเป็นลำไส้ใหญ่โผล่ออกมา (Rectal prolapses) การรักษาจะไม่ยุ่งยากซับซ้อน ครับ โดยทำความสะอาดลำไส้ที่เปรอะ และพยายามยัดกลับเข้าไป และเย็บ รั้งรูทวาร ไว้ไม่ให้ลำไส้โผล่ออกมา แต่อุจจาระ สามารถ ออกได้นะครับไม่ใช่เย็บปิดแบบเย็บตายนะครับ  แล้วก็รอให้การอักเสบลดลง ค่อยตัดไหม ครับ 
แต่ถ้าเป็นลำไส้กลืนกัน (Intussusception) การรักษาจะยากกว่ามากครับ เพราะต้องทำการเปิดช่องท้องเข้าไปเพื่อหาตำแหน่งที่ ลำไส้มีความผิดปกติ คือมีการกลืนกันเข้าไป พอนึกภาพการกลืนกันของลำไส้ออกมั้ยครับ คือเหมือนกับลำไ้ส้ส่วนที่ใหญ่กว่าเกิดการ ซ้อนทับไปกับลำไส้ส่วนที่เล็ก ทำให้เกิดการอุดตัน อาหารไม่สามารถผ่านได้ และ สัตว์จะมีอาการปวดท้องอย่างมากครับ  พอเปิดช่องท้องเข้าไปแล้ว เมื่อเจอตำแหน่งก็พยายามแก้ไขโดยการดึงแยกออกจากกัน ให้เหมือนปกติ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็อาจจะต้องตัดลำไส้ส่วนที่เสียหายทิ้งไป และ ทำการตัดต่อลำไส้แทน ... แค่คิดภาพก็ยากแล้วครับ 
ตอนนี้สรุปกับเจ้าของได้แล้วว่า เป็นอะไรแนวทางการรักษาทำได้อย่างไรบ้าง 
  1. อาการที่พบเป็นลำไส้กลืนกัน 
  2. การรักษาต้องผ่าตัดเท่านั้น 
  3. มีโอกาสเสียชีวิตค่อนข้างสูงเนื่องจาก สัตว์ตัวเล็กมาก และค่อนข้างอ่อนเพลีย จากภาวะท้องเสีย แลเสียเลือดจากแผลที่ลำไส้ 
ถ้าคุณผู้อ่านเป็นเจ้าของจะตัดสินใจยังไง...รักษา หรือ ซื้อตัวใหม่ ???   ซื้อตัวใหม่ก็แค่ 80 บาท รักษาผ่าตัด อาจจะแพงกว่าซื้อตัวใหม่ก็จริง แต่ความผูกพันธ์ มันซื้อ(ความรัก)ไม่ได้นะครับ มันไม่ใช่ตัวที่เราเคยเลี้ยง ... 
สรุปเคสนี้ได้ทำการผ่าตัดครับ โดยต้องใช้แว่นขยายช่วยในการผ่าตัด  เพราะว่า ลำไส้น้องหนูเค้าเล็กมากๆ โชคดีที่เคสนี้ไม่ต้องมีการตัดต่อลำไส้ไม่เช่นนั้นคงต้องใช้กล้องจุลทรรศน์มาช่วยขยายแล้วครับ ^^  แว่นขยายที่บอกนี้ไม่ใช่แว่นขยายแบบที่เชอร์ลอคโฮมถือนะครับ มันเป็นแว่นขยายทางการแพทย์ ที่ต้องใส่คล้ายๆแว่นตาน่ะครับ  จากที่ผมต้องใส่แว่นอยู่แล้ว ก็ต้องใส่ซ้อนกันไปอีก จาก  4 ตา ก็กลายเป็น 8 ตา  8 ตาจริงๆ ครับ ไม่ได้นับผิดหรอกครับ ใส่ช่วงแรกนี่แทบมึน .. ก็มันไม่เคยต้องใส่ครับเพราะยังหนุ่มยังแน่นอยู่ครับ ^^ 
การผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดีครับ นับว่าเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างพอใจทีเดียวครับ แต่โชคร้ายที่ขณะหนูกำลังจะฟื้นนั้น เกิดภาวะช็อคไป และทำการช่วยชีวิต อย่างเต็มที่แล้วก็ไม่สามารถช่วยได้ ...
หลังจากที่หนูเสียชีวิต เราก็มาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ หลายข้อซึ่งเป็นข้อที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น การให้น้ำเกลือ ขณะผ่าตัด เป็นไปไม่ได้ที่จะให้น้ำเกลือ เข้าเส้นเลือดหนูขณะผ่าตัด หรือ รอให้สภาพหนูพร้อมก่อนผ่าตัด ซึ่งในรายนี้ไม่สามารถรอได้ การให้ยาลดปวด และอื่นๆอีก 
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเคสนี้ คือ เมื่อสัตว์มีอาการท้องเสีย อย่านิ่งนอนใจ เพราะเมื่อท้องเสียมากๆ อาจจะเกิดภาวะอย่างนี้ขึ้นมาได้ โดยเฉพาะในกระต่าย และ ชินชิล่า  อาการท้องเสียนั้นเป็นอาการที่อันตรายมากในลูกสัตว์เพราะเพียงแ่ถายเหลวไม่กี่ครั้งอาจจะทำให้เกิด เพลีย สูญเสีย แร่ธาตุและน้ำได้ครับ เปรียบเป็นตัวเราเอง แค่ท้องเสีย 3 ก็แทบจะคลานออกจากห้องน้ำแล้วครับ ... เอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วจะทำให้เรามองเห็นมุมมองอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยมองครับ 

มารู้จัก ตุ๊กแกเสือดาวกันหน่อยดีมั้ยครับ ..Leopard Geckos ..


       สวัสดีครับ วันนี้ ผมมีสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษที่จะมาแนะนำให้้รู้จักกันครับ บางคนก็บอกว่า น่ารัก บางคนก็บอกว่าน่าเกลียด บางคนก็บอกว่า น่ากลัว  สำหรับสุภาพสตรี เกือบทั้งร้อยจะบอกว่า น่ากลัว นั่นก็คือ ตุ๊กแก ครับ แต่ตุ๊กแกที่ผมจะแนะนะฉบับนี้ไม่ใช่ตุ๊กแกบ้านที่เราเจอกันบ่อยๆ ตามฝาบ้าน หรือผนังห้องน้ำหรอกครับ แต่เป็นตุ๊กแกของต่างประเทศที่นำเข้ามาเลี้ยงกัน คือ ตุ๊กแกเสือดาว หรือ Leopard Geckos ครับ ชื่อวิทยาศาสตร์ ของ เจ้าตัวนี้ก็คือ  Eublepharis macularius  ซึ่งถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ ของเจ้าตัวนี้ก็คือ  อาฟานิสถาน  อินเดีย ปากีสถาน  แต่ในปัจจุบันนี้ เราสามารถเพาะพันธุ์ได้เองแล้วครับ โดยเฉพาะในประเทศไทยก็มีคนที่สามารถพาะพันธุ์ ได้เช่นกัน คราวนี้เรามารู้จักวิธีเลี้ยงดู ดูแลกันดีกว่าครับ 
การเลี้ยงดูเริ่มจากการหาที่อยู่อาศัยให้ตุ๊กแกเสือดาว โดยปกติอาจจะใช้เป็น ตู้เลี้ยงปลา ก็ได้โดยให้มีขนาดที่ เพียงพอต่อการใช้ชีวิตซึ่งปกติ ควรให้ตู้มีขนาด 10 gallon หรือใหญ่กว่า  โดยสามารถ เลี้ยงเป็น กลุ่มได้ แต่ในกลุ่มนั้น ควรจะมีตัวผู้เพียงตัวเดียว เพราะเมื่อตัวผู้ โตเต็มที่ จะค่อนข้างก้าวร้าว และห่วงถิ่นอาศัย หรือถ้าไม่เลี้ยงในตู้ปลา ก็อาจจะเลี้ยงโดยใช้กรงได้ โดยมีขนาดที่เเนะนำคือ 36’’x 15’’ x 12 ‘’  ส่วนความสูง อาจจะลดลงมาได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่า 6’’ และ กรงที่เลี้ยงควรมีการระบายอากาศที่ดี  ส่วนสิ่งปูรอง อาจจะใช้ หนังสือพิมพ์ หรือ กระดาษรองซับ ก็ได้ในกรณีที่ไม่ต้องการความสวยงาม แต่ต้องการเก็บทำความสะอาดง่าย หรืออาจจะใช้ วัสดุจากธรรมชาติ มาปูรองก็ได้ เช่น เปลือกไม้, ซังข้าวโพด หรือ ทราย อาจจะใช้ ทรายสำหรับสัตว์เลื้อยคลาน (ต้องระวังการอุดตันของลำไส้เมื่อสัตว์กินเข้าไป) 
สิ่งที่สำคัญเช่นกันและขาดไม่ได้ก็คือ  hind box หรือ บ้านที่เอาไว้หลบ ควรจะมีเพราะเอาไว้เพื่อให้ตุ๊กแกได้หลบเวลาเครียด หรือพักผ่อน โดยอาจจะต้องมีการเพิ่มความชื้นในกล่องนี้ เพราะเมื่อตุ๊กแกโตถึงขนาดหนึ่ง จะต้องมีการลอกคราบ เพื่อให้ เพื่อให้เกิดการลอกคราบเป็นไปอย่างสมบูรณ์ 
อาหารการกินของพวกตุ๊กแกเสือดาว ส่วนใหญ่ที่ให้มักจะเป็น แมลง หรือ หนอน ต่างๆ ครับ  แต่ก็สามารถฝึกให้ทานอาหารอื่นๆ ได้เช่นกัน สำหรับ คนที่ไม่กล้าให้สัตว์ที่มีชีวิต ก็จะมีอาหารกระป๋อง ที่บรรจุ พวก หนอน จิ้งหรีด ขายครับ  คนเราบางคนยังชอบกินหนอน(รถด่วน) กินตั๊กแตนทอด และอื่นๆ ตุ๊กแก ก็คงอยากจะกินอย่างนั้นบ้าง อย่าไปตั้งแง่รังเกียจว่า กินแต่หนอน เลี้ยงไม่ลงเลยครับ และการให้อาหารที่ดีนั้น ในตุ๊กแกเด็ก อาจจะให้วันเว้นวันได้ครับ ส่วนตัวที่โตเต็มที่สามารถให้ อาทิตย์ละ 2-3  ครั้งได้ครับ และพยายามให้อาหารในจานเท่านั้นเพราะป้องกัน การที่ตุ๊กแกอาจจะกินสิ่งปนเปื้อน หรือสิ่งปูนอน เข้าไปได้ครับ  การเสริมวิตามินนั้นเป็นสิ่งจำเป็น โดยอาจจะเสริม แคลเซี่ยมผง ให้ตุ๊กแกโดยตรง หรือทำการเสริมวิิตามิน ให้โดยผ่านทางเหยื่อก็ได้ครับ โดยให้เหยื่อทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก่อนจะให้ตุ๊กแกเป็นเวลา 24 ชม เราเรียกวิธีนี้ว่า gut load  
การให้แสงไฟ และความอบอุ่นแก่ สัตว์เลื้อยคลานนั้น  โดยสัตว์เลื้อยคลานนั้นเป็น สัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิสามารถ เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นการให้ความอบอุ่นเป็นสิ่งจำเป็นต่อสัตว์เลื้อคลานทั้งหลาย  แต่ตุ๊กแกเสือดาวนั้นต้องการอุณหภูมิประมาณ 30 ° เซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิ ปกติในประเทศไทยอยู่แล้ว ยกเว้นช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิ ในประเทศไทย เกือบจะ 40  ° เซลเซียส  หลักการให้ความอบอุ่นที่ดีนั้น ควรจะให้ความร้อนเข้าที่มุมของตู้ และค่อยๆ ไล่ไปจากร้อนสุด ไปเย็นสุด เพื่อให้สัตว์ได้มีสิทธิ์ ในการเลือก อุณหภูมิ ที่สัตว์นั้นชอบเองซึ่ง ความร้อนที่ว่านี้อาจจะใช้หลอดไฟ แผ่นให้ความร้อน หรือ
อุปกรณ์อื่นๆ ตามสมควร ส่วนแสงไฟและ UVB นั้น อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่ใน ตุ๊กแก เพราะโดยธรรมชาตินั้น ตุ๊กแกเป็นสัตว์หากินกลางคืนอยู่แล้ว แต่การเพิ่มลดแสงไฟนั้นเพื่อ ให้ ตุ๊กแก ได้อยู่เหมือนในธรรมชาติ ที่มีกลางวันกลางคืน เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณ ตามธรรมชาติ 
การจับตุ๊กแกเพื่อตรวจหรือนำมาเล่นนั้น ต้องระมัดระวังหาง เพราะถ้าจับแรงเกินไป หรือ เครียด มากเกินไปอาจจะ สลัดหางได้ เหมือนจิ้งจก และหางที่งอกใหม่นั้น จะไม่สวยงามดังเดิม และที่แปลกอีกอย่างคือ ตุ๊กแกเสือดาว ที่เท้าจะไม่เหมือนตุ๊กแกหรือจิ้งจก เพราะปลายนิ้วจะไม่ค่อยมี adhesive lamellae  ทำให้ไม่สามารถเกาะกำแพง หรือ ปืนป่ายได้ดีเหมือนจิ้งจกครับ 
นี่ก็เป็นเกร็ดความรู้คร่าวๆ เกี่ยวกับ Leopard geckos  ซึ่งจริงๆแล้ว การเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน เป็นการเลี้ยงที่ไม่ต้องยุ่งยากเท่ากับการเลี้ยงสัตว์เลือดอุ่น เช่น สุนัข หรือแมว สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลสัตว์ การเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ 

 ปล.เห็นตุ๊กแกยิ้มมั้ยครับ ^^